ต้นความฝันไม่ได้มีต้นเดียว
จริงๆเคยคิดว่าจะเขียนบันทึกการเปลี่ยนแปลงของชีวิตตัวเองไว้บ้าง ตั้งแต่สมัยเลิกจากอาชีพทำเพลงแต่งเพลงมาทำงานด้าน Digital Business แต่ก็ไม่เคยได้เขียนอะไรไว้เลย จนกระทั่งออกจากงานประจำมาทำธุรกิจตัวเอง ก็คิดตลอดว่าจะจดอะไรไว้บ้างกันลืม ว่าแต่ละวันที่ได้เริ่มต้นมันเป็นยังไง จนแล้วจนรอด นี่ก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว ก็ไม่ได้จดอะไรไว้สักอย่าง วันนี้เห็นว่าว่างๆเลยลองจิ้มๆลงไปดูว่าจะอยากเขียนอะไรบ้างมั๊ย?
หลายๆคนที่รู้จักกัน ไม่ได้เจอกันนาน ถ้ามาเจอกันช่วงนี้ก็มักจะถามว่า ทำไมมาทำธุรกิจเสื้อผ้าเด็ก? อันนี้เป็นคำถามที่เจอแทบทุกคนที่คุยด้วยเลย ซึ่งก็คงไม่แปลกนะ ที่ใครๆจะสงสัย เพราะอาชีพ 2 อาชีพที่ผ่านมาในชีวิตก็ไม่มีอะไรจะเกี่ยวข้องกันเลย .. อาชีพโปรดิวเซอร์ที่ทำมาสิบปี กับบริหารด้าน Digital Business อีกห้าปี มันก็ไม่เกี่ยวกันสักงานนะ
เราเชื่อว่า ความฝันในชีวิตคนนี่มันจะไม่ได้มีความฝันแค่ต้นเดียว แต่ความเชื่อนี้มันมาทีหลังนะ.. เมื่อก่อนเราก็เป็นคนที่เชื่อว่าความฝันของคนๆนึง ก็มีต้นเดียวนั่นแหล่ะ จนกระทั่งพอเราโตขึ้นๆ ความฝันมันก็เปลี่ยนไปตามอายุ มันก็งอกมากขึ้น ขึ้นมาแล้วเฉาไปบ้าง งอกใหม่ก็เหี่ยวไปบ้าง หลายๆคนที่ได้ทำอะไรที่เป็นของตัวเอง เราก็คิดว่าเค้าก็เริ่มต้นคิดว่า “ความฝัน” ไม่ได้มีต้นเดียวเหมือนกัน .. วันนึงคุณอาจจะฝันอยากทำงานบริษัทดีๆ เงินเดือนดีๆ เหมือนต้นความฝันต้นใหญ่ มีร่มไม้ ให้ผลดี แล้ววันนึง… คุณก็เบื่อการที่จะอยู่ในระบบ หรือกรอบของการทำงานที่เป็นบริษัท หรือเป็น Routine เช้าชามเย็นชาม จนความฝันต้นใหม่มันงอกขึ้นมา แล้วคุณก็ตามฝันต้นใหม่ไป ซึ่งหลายๆคนที่ยังทำงานอยู่ในออฟฟิศ เชื่อว่าก็เริ่มมีความฝันต้นใหม่งอกขึ้นมาอีกเยอะแยะ ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเชื่อในความฝันต้นใหม่ หรือ.. จะปล่อยให้มันเน่าตายไปอย่างนั้น
แต่สำหรับเรา.. เราไม่รู้ว่ามันเหมือนกับคนอื่นหรือเปล่า กับการที่อยากจะออกมาสร้างชีวิตของตัวเอง เราเริ่มต้นการทำงานเพลงตั้งแต่อายุ 16 ด้วยความอยากทำสุดๆ เป็นความฝันทั้งหมดในชีวิต มันดูเป็นงานอิสระ ดูเป็นงานสนุก ดูเป็นงานศิลปะ เราเลือกเรียนอะไรก็ตามก็เลือกเรียนแต่ที่เกี่ยวกับดนตรีอย่างเดียวเลย พอได้ทำงานจริงๆจังๆ ตั้งแต่เด็กในห้องอัด ยันได้เป็น executive producer ตอนอายุ 24 ในค่ายเพลงที่ใครๆก็คิดว่าใหญ่โตในประเทศนี้.. แต่เชื่อมั๊ยว่า กลายเป็นจุดที่เราไม่มีความสุขครั้งนึงในชีวิตเลย ถึงขนาดสับสนและต้องเบรคไปนั่งทบทวนชีวิตอยู่พักนึง จนคิดว่าอ้าว..ไอ้ห่า ไอ้ที่ฝันมาทั้งชีวิตแม่งคืออะไรวะ? เงินก็มี งานก็มี แต่ไม่มีความสุข..เพราะอะไร? จนเราได้ลองมาทำงานอีกด้านที่ไม่เคยทำมาก่อนเลย คือด้านบริหาร มันก็สนุกอยู่ได้แว่บเดียว.. สุดท้ายมันก็ยิ่งไม่มีความสุขเข้าไปอีก ถึงกับคิดว่า ทำไมชีวิตมันเคว้างคว้างแบบนี้วะ? อะไรคือคำตอบในชีวิตของเรา… ทั้งๆที่ทุกอย่างคือสิ่งที่มนุษย์ในสังคมนี้อยากได้อยากจะมี ทั้งเงินเดือนที่โอเค หน้าที่การงานที่โอเค หน้าตาทางสังคมที่โอเค แต่เปล่า.. มันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นเลย
ปี 2554 ปีที่น้ำท่วมใหญ่ประเทศไทย เราก็เป็นมนุษย์คนนึงที่แบกเอาความไขว้เขวในชีวิตหนีน้ำไปอยู่สระแก้ว จังหวัดเล็กๆที่มีเพื่อนๆที่อยู่ที่นั่น และเพื่อนๆที่ร่วมชะตากรรมน้ำท่วม ไปรวมตัวกันแรมเดือน การใช้ชีวิตในสระแก้วตอนนั้น มันเรียบง่าย เงียบสงบมากๆ ใช้เงินวันละ 200 บาท (เลี้ยงเพื่อนได้อีกด้วย) จนทำให้เราได้คิดอะไรหลายๆอย่าง การที่ไม่ต้องเจอความวุ่นวายในเมืองหลวง การที่ไม่ต้องรีบเร่งทุกอย่างในชีวิต มีเวลามากพอจะค่อยๆไตร่ตรอง ได้มองท้องฟ้า ทุ่งนา เห็นอะไรมากกว่าการนั่งอยู่ในที่แคบๆของออฟฟิศ ประกอบกับความตั้งใจของคุณภรรยา (ที่ตอนนั้นยังเป็นแฟนกัน) ที่อยากจะทำเสื้อผ้าเด็ก ความรู้ที่มีในหัวสมองตอนนั้น ทำได้ก็คือ เขียนแผนธุรกิจขึ้นมาด้วยข้อมูลที่พอจะหาได้
เชื่อมั๊ยว่า พอเขียนแผนเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ใจน่ะ..มันเหมือนได้ค้นพบโลกใหม่ ใจมันออกจากบริษัทไปอยู่กับไอ้ธุรกิจเล็กๆนั้นเรียบร้อยแล้ว ถึงจะไม่รู้เลยว่าจะต้องเจออะไร จะต้องทนไปนานเท่าไหร่ในการที่เราจะตั้งตัวได้ และด้วยความรู้เรื่องธุรกิจเสื้อผ้าเด็กที่เป็น “0″ แต่…เรากลับรู้สึกได้ถึงอิสระ ถึงชีวิตของตัวเองที่หลุดพ้นเป็นครั้งแรก
ระหว่างทางที่ขับรถกลับบ้านครั้งแรกหลังน้ำท่วม เรามองเห็นทุ่งนา เห็นชาวบ้าน เห็นช่วงเวลาที่เราไม่ค่อยได้เห็นเมื่ออยู่ในเมือง มันเหมือนตาเรามันสว่างขึ้น เราอยากอยู่กับครอบครัว อยากใช้ชีวิตที่เรากำหนดได้ และที่สำคัญ..เรารู้สึกได้ว่า กำลังสมอง กำลังกายทุกเม็ดที่ออกไป มันกลับมาเป็นผลผลิตของเราเอง 100% และมันก็จะเป็นของครอบครัวเราด้วยเหมือนกัน
หลังจากกลับไปหลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนั้นไม่นาน ด้วยความโชคดีในสายตาเรา หรืออาจจะเป็นโชคร้ายในสายตาคนอื่น เราก็มีโอกาสดีที่ต้องออกจากบริษัทใหญ่ที่เราอยู่มา 13 ปี ด้วยเสบียงที่เป็นแผนธุรกิจ วัตถุดิบ และฝีมือของคนที่มาทำงานให้เป็นแรมเดือน กับที่สำคัญที่สุดคือ ครอบครัวของเราทุกคน ทำให้นี่เป็นแพไม้เล็กๆชิ้นเดียวที่เรามี แล้วเราก็พายมันออกไปจากเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่เคยคิดว่ามั่นคงที่สุด
เราพายออกไปด้วยความรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก มันแปลกที่เราออกมาจากพื้นที่ที่เคยคิดว่ามันมั่นคง แต่จริงๆแล้ว..มันโคลงเคลงมากในความรู้สึกเราเลย ตลอด 13 ปี เราทำงานด้วยจิตวิญญาณของตัวเองที่ยกให้คนอื่นเสมอ เพื่อแลกกับเงินเท่านั้น ในความคิดวูบนึงในช่วงน้ำท่วม เราเคยคิดว่า ถ้าเราตายไป หรือหมดแรงไป มันก็ตายไปพร้อมจิตวิญญาณที่ทำงานแลกเงินนั้นแหล่ะ ไม่เหลืออะไรมาถึงครอบครัวของเราแม้แต่นิดเดียว ถ้าเพียงแพเล็กๆนี้ เราตกแพตายไป มันก็ยังเป็นแพที่คนทั้งครอบครัว ยังใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้
เราไม่โทษวิถี ไม่โทษการทำงานกับบริษัทนะ มันคือทางเลือกที่ใครจะเลือกเดิน ใครจะถนัด ครั้งหนึ่งเราเองก็ต้องเรียนรู้การทำงานแบบนั้น ไม่อย่างนั้นเราก็คงไม่สามารถใช้ชีวิตได้เองแน่นอน มันคือโรงเรียนในการใช้ชีวิตมากกว่า เหมือนครั้งหนึ่ง มันก็คือต้นไม้ความฝันขนาดใหญ่ของเราเหมือนกัน
แต่ “เงิน ไม่ใช่คำตอบของการทำงาน” อันนี้เป็นข้อสรุปของการเดินทางของเรา เพราะที่ผ่านมา ถ้าคำตอบมันคือเงิน เราก็ได้รับคำตอบนั้นมาเพียงพอเสมอ แต่..มันกลับตอบไม่ตรงคำถามเราสักที
เราเริ่มต้นธุรกิจเสื้อผ้าเด็กที่ชื่อว่า Brown as a berry แบบจริงจังในเดือน มีนา 2555 กว่าครึ่งปีที่ร่างแผนธุรกิจ รวบรวมหาข้อมูล หาวัตถุดิบ ทดลองผลิต จนสามารถวางขายได้ เราชื่นใจและภูมิใจในหยาดหงื่อทุกหยดที่ลงไปมากๆ แม้ว่าครั้งแรกมันจะยังไม่ได้ดีมากพอ แต่มันคือการก้าวเดิน การก้าวครั้งแรก มันโคตรจะสำคัญเลย การได้ “ก้าว” ขาเดินออกไปก้าวนึง ดีกว่านั่งอยู่ได้ตั้งนาน
ปีนึงผ่านไป เรามีแบรนด์เสื้อผ้าเด็กที่เติบโตขึ้น เหมือนลูกคนนึง มันมีพัฒนาการ เราเคยคุยกันเสมอในครอบครัวว่า ถ้ามันไม่โต เราจะหยุด แล้วก็กลับไปเริ่มต้นใหม่อีก.. แต่ถ้ามันโต แม้แค่นิดเดียว เราจะสู้ต่อไป จนกว่าเราจะสู้กันไม่ไหว เพื่อให้มันโตขึ้นๆ
วันนี้ มันโตขึ้นมาก ความรู้สึกของเราที่ไม่โคลงเคลงเหมือนอยู่บนเรือใหญ่ แม้ว่าจะยังเป็นแค่แพที่ใหญ่ขึ้นหน่อย แต่มันก็มีพร้อมทุกอย่างที่เราอยากจะมี ซึ่งก็คือ อิสระ และ ครอบครัว
ในหนึ่งปี เราเจออะไรเยอะแยะจนเล่าไม่ถูก และคิดว่า หลังจากนี้จะพยายามเขียนเป็นเรื่องๆเก็บเอาไว้ เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเอง และคนอื่นๆ ก็แล้วแต่ว่าใครอ่านแล้วเอาไปใช้เป็นประโยชน์ในด้านไหนบ้างก็ว่าไป แต่เราเชื่อว่ามันเป็นประโยชน์จริงๆ อย่างน้อย ก็เอาไว้เตือนสติตัวเอง ว่ากำลังทำอะไรอยู่ และเป้าหมายของชีวิตคืออะไร เมื่อวันนึงที่เราต้องเจอปัญหา
วันนี้เราวัดผ้าเป็นเมตรเป็นหลาได้ด้วยมือ โดยไม่ต้องใช้ไม้วัด รู้จักการตัดผ้า พับผ้าแบบแขกพาหุรัด รู้จักชนิดของผ้าเยอะแยะ รู้จักวิธีการเย็บผ้ารู้จักจักรว่ามันเย็บแบบไหนบ้าง ได้เจอลูกค้านับร้อยนับพันที่ผ่านเข้ามา ลูกค้ามากมายที่ชื่นชม บางครั้งเดินไปเจอเด็กๆใส่เสื้อผ้าของเราอยู่ เราก็ภูมิใจจนแก้มปริ
บนความฝันต้นใหม่ที่โคตรแปลกตาเลย แต่มันเริ่มมีร่มเงานะ ผลอาจจะยังไม่ดกมาก แต่เราเริ่มหลบแดดใต้ความฝันได้บ้าง เราชอบที่มันทำให้เรายิ้ม ทำให้เราสบายใจ
ย้อนกลับไปกับคำถามที่คนถามว่า “ทำไมถึงมาทำธุรกิจเสื้อผ้าเด็ก” เราจะบอกว่า เราอยากใช้ชีิวิตของเราเอง เราอยากอยู่กับครอบครัวตลอดเวลา และเราอยากทำธุรกิจที่เป็นงานศิลปะ มันแค่นั้นจริงๆที่เป็นคำตอบของคำถาม แทนคำตอบที่เป็นคำว่าเงินมาตลอดชีวิตเลย
เมื่อฉันยังเป็นเด็ก
** จาก Blog ของ Brownasaberry.tumblr.com
“ภาพแห่งอดีต จริงๆ แล้วมันไม่เคยจากไปไหน มันอาจจะซุกอยู่ที่ซอกหนึ่ง ในลิ้นชักความทรงจำ และอยู่อย่างนั้นมาตลอด”
ประโยคหนึ่งที่เป็นคำโปรยของหนังไทยที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายๆคน “แฟนฉัน” ที่คงจำกันได้ดี.
เมื่อเราโตขึ้น มีอายุมากขึ้นๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีครอบครัว มีเจ้าตัวเล็กเป็นของตัวเอง เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายๆคน คงแอบนึกย้อนกลับไปถึงสมัยที่เราเป็นเจ้าตัวเล็กซะเองบ้าง แน่นอนว่า ช่วงเวลานั้นมันเป็นช่วงเวลาที่เราๆมีความสุขกับความทรงจำดีๆ ซึ่งมันก็คงจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต.
ก่อนอื่น.. เราต้องเข้าไปเปิดห้องเก็บของ เปิดเจ้าตู้ หรือกล่องที่วางอยู่ในนั้น ฝุ่นอาจจะจับหนาไปหมดแล้ว ลองปัดฝุ่นมันดูสักหน่อย แล้วเปิดหาอัลบั้มรูปที่จับต้องได้ แทนการเปิดอัลบั้ม Facebook หรือ Instagram กันสักวัน มองหาเจ้าอัลบั้มรูปสีซีด ที่ทำให้เราแอบยิ้มได้ตั้งแต่เห็นแค่หน้าปก.
..เมื่อเปิดออกมา ลองค้นหาดูซิ.. ว่าพวกเรามีช่วงเวลาเดียวกันหรือเปล่าน๊า..
กิจกรรมฮิตๆ สมัยเด็ก
สมัยที่เราเป็นเจ้าจิ๋ว คุณพ่อคุณแม่ของพวกเรา ก็เห่อเราไม่น้อยกว่าที่เราเห่อเจ้าตัวเล็กตอนนี้แน่นอน กิจกรรมที่พวกเรามีรูปเก็บไว้ ลองมาจัดอันดับกันสักหน่อย ว่าตรงกันมั๊ย…
1. เต้น , รำ กิจกรรมเข้าจังหวะสุดฮิตของเด็กๆอนุบาลอย่างเราๆ ท่ามกลางเจ้าเวทีที่มีฉากหลังสีสด เช่น สีแดง พร้อมด้วยตัวหนังสือที่ตัดจากโฟม ทาสีโปสเตอร์เป็นชื่องาน แถมด้วยไฟสาดจากหน้าเวที ส่องขึ้นมาที่เหล่าเจ้าจิ๋ว ถ้าเป็นการเต้น ก็ต้องเป็นชุดแบบ สโมสรผึ้งน้อย ชุดสัตว์ต่างๆ เต้นกันอย่าง (ไม่) พร้อมเพรียง และพวกเราก็จะต้องทำหน้าตาเหวอๆหน่อย ส่วนถ้าเป็นการรำ ก็ไม่พ้น เซิ้งกระติ๊บ เพลงสาวอีสานรอรัก หรือ หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ เก๋ๆไฮโซหน่อย ก็จะต้องเป็นฟ้อนรำชุดไทย แต่งหน้า ทาปากแดง (พร้อมทำหน้าเหวอๆเช่นกัน)
2. กีฬาสี กิจกรรมสุดฮิตตลอดกาล ที่พวกเราและพ่อแม่ของพวกเรา ภาคภูมิใจกับเหรียญรางวัลต่างๆ เหมือนเราได้ไปโอลิมปิก ถึงแม้มันจะไม่ได้มีคุณค่าเป็นตัวเงิน แต่ก็มีคุณค่าทางจิตใจจนถึงทุกวันนี้ เหรียญรางวัลจากการชักเย่อ วิ่งเปรี้ยว ที่พาลนึกไปถึงเจ้าค้อนสีๆที่ตีแล้วมีเสียงดัง รูปถ่ายตอนโค้งรับเหรียญ หรือชูเหรียญที่คอ ถ่ายคู่กับแก๊งค์เพื่อนๆจิ๋ว ต้องมีอยู่สักรูปสิน่า..
3. ร้องเพลง ศิลปินน้อยถือไมค์ หน้าเครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นแผ่นเสียง ทีวีจอนูน ตู้ทีวีไม้ แต่งชุดสวยๆ เท่ห์ๆ ตะโกนร้องเพลง เต้นกันอย่างสนุกสนาน มักเป็นช็อตสุดฮิตของวัยเรา รูปใบนั้นคงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของคุณพ่อคุณแม่เราตอนที่ถ่ายอยู่แน่นอนเลย
สัตว์เลี้ยงในความทรงจำ
สัตว์เลี้ยง เป็นความทรงจำดีๆของใครหลายๆคน ในชีวิตของพวกเรา เจ้าหมา หรือ เจ้าเหมียว เป็นสัตว์ประจำบ้านที่หลายๆบ้านต้องมีไว้ และคงจะมีเจ้าหมาเจ้าเหมียวหลายๆตัวที่จากเราไปอยู่บนสวรรค์มากมาย หลายๆครั้ง เรามักจะนึกถึงมัน แล้วเล่าเรื่องความน่ารัก น่าหมั่นเขี้ยว ความฉลาด ให้เพื่อนๆ คุณสามี คุณภรรยา คุณลูกๆเราได้ฟัง พร้อมรอยยิ้มหรือเสียงหัวเราะ ที่มีแต่เราที่เข้าใจความรู้สึกนั้นได้ดีที่สุดเสมอ คุณพ่อคุณแม่ยังจำพวกมันกันได้มั๊ยเอ่ย? ลองหารูปที่ถ่ายคู่กับพวกมัน ลองนึกถึงเรื่องราวในรูปนั้นของพวกมันดูสิ.. รับรองว่าจะต้องหัวเราะออกมาแน่นอน
สถานที่เที่ยว ความสนุกที่ไม่เคยลืม
สมัยที่พวกเรายังเป็นเด็กๆกัน ยังไม่มีห้างใหญ่ๆให้ช้อปปิ้งกันมากนัก สถานที่ที่คุณพ่อคุณแม่ของเราพาไปทุกวันหยุด เลยมักเป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศดีๆ จินตนาการดีๆ ให้เราได้สนุกกันเสมอๆ สถานที่สุดฮิตมีอะไรกันบ้างนะ.. ลองมาเปิดอัลบั้มรูปสถานที่เที่ยวกันดีกว่า.
1.เขาดิน อันดับหนึ่งในใจของเด็กๆเสมอๆ ความฝันที่จะได้ไปป้อนอาหารเจ้ายีราฟคอยาว ได้ไปดูเจ้าช้าง เจ้าลิงจ๋อ เป็นความฝันอันสูงสุด ที่พลาดไม่ได้อีกอย่างก็คงจะต้องเป็นเรือถีบ สวนสัตว์เป็นสถานที่ที่ทำให้เราได้คุยกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆได้ สมัยเด็กๆ เราสามารถทักเจ้าช้าง ทักเจ้าจ๋อ ตะโกนเรียกฮิปโป ได้ เป็นความสามารถสุดพิเศษ ในอัลบั้มรูปของคุณพ่อคุณแม่ มีที่ได้ไปถ่ายที่เขาดินกันบ้างมั๊ยน้า..
2.สวนสยาม , แดนเนรมิต สวนสนุกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใจของเด็กๆอย่างพวกเรา คงหนีไม่พ้นสองสถานที่นี้ เป็นความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ เมื่อได้ดูทีวี เจ้าสไลเดอร์ยักษ์เป็นแถบสีๆ พร้อมเพลงประกอบ “Hawaii-Five-O” มันติดตรึงใจให้เราอยากไปสวนน้ำนั้นเสมอ หรือ เจ้าปราสาทเหมือนในเทพนิยายที่ได้ฟังก่อนนอนเป๊ะเลย มันกลับมีอยู่จริงๆ และในนั้นก็มีเจ้าหญิงนิทรานอนอยู่ มีบ้านเห็ดของคนแคระ มีล่องแก่ง ทั้งหมดนี้อยู่ที่ดินแดนที่พวกเราเรียกว่า “แดนเนรมิต” แต่มักจะออกเสียงบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า “แดน-เด-ระ-มิด” จะมีเด็กคนไหนไม่อยากไปบ้างล่ะ.. ในอัลบั้มรูปสีจางๆซีดๆนั้น มีรูปเจ้าจิ๋วยืนเต๊ะท่า ท้าวสะเอวถ่ายอยู่หน้าปราสาทกันบ้างหรือเปล่าเอ่ย…
3.หัวหิน พัทยา ทะเลในฝัน เป็นความฝันของเด็กๆทุกคนที่จะอยากเห็นอ่างน้ำขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตา มีเสียงคลื่น มีกระบะทรายขนาดมหึมา ให้เราได้ก่อปราสาทได้ไม่มีวันสิ้นสุด มีเปลือกหอยให้เราได้เก็บเล่นแบบไม่มีหมด สมัยที่เรายังเป็นเจ้าจิ๋วกัน เราไม่เคยมองทะเลเป็นโรงแรมสวยๆ ร้านเค้กเก๋ๆ นั่งชิวๆ แต่เราอยากจะเพลินไปกับการเล่นน้ำกันทั้งวันทั้งคืน อยากจะวิ่งเล่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เรามีความสุขกับทะเลเสมอๆ และเมื่อเวลาผ่านไป เราได้ย้อนกลับไปมองรูปเก่าๆ เราจะพบอะไรที่มากกว่าแค่น้ำทะเลและหาดทราย นั่นคือ รอยยิ้มของคุณพ่อคุณแม่เราไง
4. สนามหลวง พื้นที่กว้างๆโล่งๆที่เดียวสำหรับได้หายใจเต็มปอดในกรุงเทพฯ บรรยากาศของการเล่นว่าว ลมพัดยามเย็น นั่งปูเสื่อกันเป็นครอบครัว ร้านขายว่าวก็มีว่าวให้เลือกมากมาย ว่าวงูหางยาวววว ว่าวจุฬา ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ใครไฮโซหน่อยก็มีว่าวผ้าจากการแลกฝาโค้ก ของกินก็มีมากมาย สุดฮิตคงหนีไม่พ้น ไข่ปิ้ง และปลาหมึกปิ้ง ความสุขของเด็กๆที่ได้วิ่งๆๆ.. มองว่าวบนฟ้าโฉบไปโฉบมามากมายเต็มท้องสนามหลวง ยังเก็บรูปใบนั้นไว้อยู่หรือเปล่า?
ชุดสวยๆ เท่ห์ๆ ที่เราเคยใส่
ยังจำกันได้มั๊ยว่า ชุดที่เราเคยใส่สมัยเป็นเด็กๆ มีชุดอะไรกันบ้าง? ถ้าเรานึกกันออก จะพบว่าเด็กไทยในยุคก่อน แทบทุกคนจะมีเสื้อผ้าที่เหมือนกันจนน่าตกใจ เพราะสมัยก่อน เสื้อผ้าเด็กมีอยู่ไม่มาก และสินค้าหลายๆประเภทก็ชอบที่จะแถมอะไรให้กับเด็กๆอย่างเรา ทำให้เรามีเสื้อผ้าเด็กที่เหมือนกัน อย่างเช่น เสื้อยืด CX-3 เสื้อยืดที่เด็กๆอย่างพวกเรามีกันทุกบ้านอย่างไม่น่าเชื่อ เสื้อจากปั๊มน้ำมัน Caltex ที่เป็นที่นิยมของคุณพ่อคุณแม่ในยุคนั้น ลายการ์ตูนที่มีให้เลือกหลากหลายลาย แต่ลายสุดฮิตคงหนีไม่พ้นลาย “อิคิวซัง” การ์ตูนที่ฮิตมากๆในยุคนั้น มีรูปสักใบมั๊ยนะ..ที่เราถ่ายโดยที่ใส่เจ้าเสื้อยืด CX-3 อยู่
สำหรับสาวๆ ชุดเดรสหวานๆ ก็มักจะกุ๊กกิ๊ก สีหวานๆ เหลืองอ่อน ชมพูอ่อน ฟ้าอ่อน มีลายปักด้วยมือเป็นรูปสัตว์น่ารักๆ ที่เสื้อผ้าเด็กสมัยนี้หาได้ดูได้ยาก คุณแม่ทั้งหลายที่จำได้ว่าตัวเองใส่ชุดเดรสหวานๆ ลองมองหารูปที่ถ่ายสมัยเด็กๆสักใบมาแบ่งปันให้เพื่อนได้ดูกันสิ.. ว่าชุดหวานแหววชุดนั้น เราใส่แล้วน่ารักขนาดไหน รับรองว่าไม่แพ้เจ้าจิ๋วของเรากันแน่นอน
และสุดท้าย.. ชุดที่สำคัญที่สุด.. ชุดนักเรียน ความทรงจำของชุดนักเรียนสมัยเด็กๆ เป็นการเรียนรู้ขั้นสำคัญขั้นหนึ่งของชีิวิตพวกเรา เราได้หัดแต่งตัวเอง ติดกระดุมเอง และมีคุณแม่คอยช่วยทำผม หวีผม ปะแป้ง ใส่ถุงเท้า ใส่รองเท้าให้เรา ในขณะที่เราต้องหัดตื่นนอนแต่เช้า กินข้าว เพื่อไปโรงเรียน มันเป็นก้าวที่ดูยิ่งใหญ่ของชีวิตเด็กน้อย และมันก็เป็นความภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งสำหรับคุณแม่คุณพ่อของเราเช่นกัน
เป็นยังไงกันบ้างเอ่ย… หลังจากเปิดกล่องความทรงจำดีๆของเราในเดือนแห่งวันแม่ปีนี้ ความทรงจำดีๆทำให้เราได้ยิ้มกันบ้างมั๊ย? พวกเราเชื่อว่า ความรู้สึกดีๆ ความทรงจำดีๆในอดีตจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่จะให้สิ่งดีๆ ความรู้สึกดีๆแบบที่พวกเราเคยได้รับ กลับไปที่เจ้าจิ๋วในวันนี้เช่นกัน.. วันหยุดนี้ ก็ลองหยิบรูปเก่าๆ นั่งล้อมวงคุณพ่อคุณแม่ แล้วเล่าเรื่องราวดีๆแบบนี้ ให้พวกเค้าฟังกันบ้างดู ก็น่าสนุกดีนะ
Brown as a berry ✿ Kids Clothes เสื้อผ้าเด็ก สไตล์วินเทจ
ศิลปินยิ่งใหญ่ตลอดกาล จากเด็กชาย “ปิกัสโซ”
** บทความจาก blog ของ brownasaberry.tumblr.com
“ปีกัสโซ” กล่าวไว้ว่า “เด็กๆทุกคนมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว แต่สิ่งที่ยากคือ ทำอย่างไรให้ความศิลปินนั้น คงอยู่จนพวกเค้าโต”
นอกจากประโยคที่ปีกัสโซได้กล่าวถึงเด็กๆกับการเป็นศิลปินแล้ว หลายๆอย่างในงานของปีกัสโซ ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจของงานแฟชั่นต่างๆในยุคนี้มากมาย หนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญนั้นคือ แนวคิด Cubism
วันนี้ เสื้อผ้าเด็ก Brown as a berry เลยขออาสาเล่าเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ของ “ปีกัสโซ” ประกอบเป็นความรู้กันค่ะ..
ผลงานภาพเขียน 1,885 ชิ้น..
ประติมากรรม 1,228 ชิ้น..
และงานศิลปะอื่นๆอีกหลายหมื่นชิ้น..
ยังไม่พอจะอธิบายความเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ของ “ปาโบล ปีกัสโซ” ผู้ที่แตกต่างจากศิลปินคนอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จากโลกนี้ไปทั้งๆที่ลำบากและไร้ชื่อเสียง ในทางตรงข้าม.. ปีกัสโซมีชื่อเสียงอย่างมาก ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่.
..เด็กชายจากเมืองมะละกา ประเทศสเปน ที่เขียนภาพได้ก่อนจะอ่านหนังสือออกเสียอีก
..อายุเพียง 4 ขวบ ปีกัสโซชอบที่จะตัดกระดาษเป็นรูปสัตว์ต่างๆ รูปดอกไม้ แล้วนำกระดาษเหล่านั้นไปเล่นกับแสงไฟ เป็นเงารูปต่างๆบนผนัง
..อายุเพียง 8 ขวบ เขาเขียนภาพสีน้ำมันที่เล่าเรื่องการต่อสู้กับวัวบนหลังม้า และกลายเป็นรูปที่เขารักจนต้องเก็บเอาไว้ตลอดชีวิต
.. อายุเพียง 9 ขวบ เขาก็เขียนภาพลายเส้นภาพแรกในชีวิต มีชื่อว่า Hecules with his club และมันกลายเป็นงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของปีกัสโซ.
ปีกัสโซเกิดเมื่อ 25 ตุลาคม 1881 ตั้งแต่เด็ก เขามีความรักในงานศิลปะก็จากโฮเซผู้เป็นพ่อ ผู้ที่รักการเขียนรูปเป็นชีวิตจิตใจเช่นกัน แม้จะมีอาชีพเป็นครูสอนวาดเขียนที่โรงเรียนศิลปะ ซึ่งรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัวก็ตาม แต่พ่อของเขาก็ยังยืนหยัดจะมีอาชีพด้านศิลปะเพื่อเลี้ยงครอบครัว
ปีกัสโซไม่มีหัวในด้านการเรียนอื่นๆเลย เมื่อจะต้องสอบเข้าเรียนโรงเรียนต่างๆ สิ่งเดียวที่จะทำให้ปีกัสโซมีแรงบันดาลใจในการเรียนหรือสอบก็คือ การที่พ่อสัญญาว่าจะให้เขาเขียนสีน้ำมัน
ปีกัสโซอายุ 12 ปีได้เข้าโรงเรียนสอนศิลปะที่พ่อได้เป็นครูสอนอยู่อย่างจริงจัง ทุกอย่างถูกถ่ายทอดวิชาความรู้และการฝึกฝนอย่างเข้มงวดจากผู้เป็นพ่อ เมื่ออายุได้ 16 ปี ปีกัสโซได้รับรางวัลชิ้นแรกจากงานที่ชื่อ Science and Charity ซึ่งถูกนำเข้าประกวดที่มาดริด จนได้รางวัลเหรียญทอง ผลงานชิ้นนี้ก็มีพ่อของปีกัสโซแสดงเป็นแบบให้ด้วย.
แน่นอนว่า สิ่งสำคัญอย่างแรกคือ คนเป็นพ่อเป็นแม่ มีส่วนสำคัญในการสร้างความรักในสิ่งต่างๆของลูก อย่างเช่น ปีกัสโซที่ได้ความรักในศิลปะจากผู้เป็นพ่ออย่างชัดเจน.
นอกจากนี้ งานศิลปะของปีกัสโซยังแสดงออกถึงอารมณ์ในแต่ละช่วงชีวิตผ่านงานศิลปะ เช่น ยุคสีน้ำเงิน Blue Period คือยุควัยหนุ่มที่โลดแล่นผ่านความทุกข์ ทั้งกาย ว้าเหว่ ทั้งใจ การที่เพื่อนรักต้องมาตายจาก และการใช้ชีวิตเร่ร่อน ยากจนด้วยตัวคนเดียว ถูกวาดผ่านตัวละครคนจรจัด หรือในขณะที่เมื่อเป็นวัยหนุ่มที่มีความรักจริงจัง เขาก็แสดงออกผ่านสีกุหลาบ วาดตัวละครเด็กเล็กๆ แสดงออกถึงความหวัง ความรุ่งเรือง เป็นต้น
อีกยุคที่ถือว่าเป็นงานที่ชัดเจนและสำคัญของปีกัสโซ นั่นคือยุค Cubism ที่พูดถึงไปเมื่อตอนต้น ถือเป็นยุคที่สำคัญมากอีกหนึ่งยุคของปีกัสโซเลยทีเดียว
Cubism หรือภาษาไทยเรียกว่า “บาศกนิยม” เกิดขึ้นในช่วงปีค.ศ. 1908-1918 เป็นกระแสพัฒนางานศิลปะในแบบ Avant-Gard จากยุคศตวรรษที่ 20 ถือเป็นยุคที่เป็นการปฏิวัติงานศิลปะในยุโรป ทั้งงานวาดภาพและงานปั้น ที่มีแรงบันดาลใจจากสภาพต่างๆในยุคนั้น ทั้งดนตรี , สถาปัตยกรรมต่างๆ ปีกัสโซถือว่าเป็นหนึ่งในผู้สร้่งกระแสนี้ โดยมีอิทธิพลจากงานของศิลปินหลายคน.

ลายผ้าจากแรงบันดาลใจสไตล์ Cubism
หัวใจหลักของงานแบบ Cubism คือการบิดรูปทรงธรรมชาติให้ผิดปกติไปในทางรูปทรงที่ยุ่งเหยิง เช่น ทรงกระบอก ทรงกลม ทรงกรวย แต่ละพื้นที่ที่ตัดกัน เหลื่อมกัน ทับซ้อนกัน จะมีการใช้สีที่แตกต่างกันออกไป ทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนการจัดระเบียบธรรมชาติซะใหม่ เหมือนที่ปีกัสโซกล่าวว่า “จงมองทุกอย่างให้เป็นเหลี่ยมหรือลูกบาศก์”
งานยุค Cubism จะสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุคนั้น ทั้งเครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีรูปทรงเลขาคณิต.
ปีกัสโซถือว่าเป็นผู้พัฒนาการวาดรูปในแนว Cubism ซึ่งรูปภาพที่ถือว่าเป็นต้นแบบแรกคือ Les Demoiselles d’Avignon (The Ladies of Avignon) เป็นภาพของหญิงงามชาวเมือง Barcelona ในย่านโสเภณี หญิงทั้ง 5 คน ในสภาพเปลือยกาย ปีกัสโซตั้งใจให้เป็นงานเพื่อปฏิวัติความคิดในวงการศิลปะ เหมือนที่ปีกัสโซเคยกล่าวไว้ว่า “ผมไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนภาพคนถือปืนเพื่อหมายถึงการปฏิวัติ แต่ผมวาดรูปแอปเปิ้ลผลเดียว ก็คือการปฏิวัติได้”
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวและผลงานอย่างย่อของปีกัสโซ ความเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ของเขาถูกสร้างมาตั้งแต่ยังเด็กๆ ทั้งพ่อและสิ่งแวดล้อมมีส่วนสำคัญอย่างมาก อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นบทความนี้ไว้ว่า เด็กๆมีจินตนาการเกินกว่าผู้ใหญ่จะคิดไปถึง.. เราลองมาสร้างศิลปินที่ยิ่งใหญ่จากเจ้าจิ๋วตัวน้อยที่บ้านเรากันดู เอาหล่ะ..ชวนกันหยิบสี หยิบกระดาษ ไปละเลงสีกันสักหน่อยดีกว่า
เสื้อผ้าเด็ก Brown as a berry ✿ Kids Clothes
เรียบเรียงข้อมูลจาก : wikipedia.org , drawingatduke.blogspot.com , museum-reproductions.com
เปิดตู้เสื้อผ้า คุณย่าคุณยาย ตอนที่ 2
** บทความนี้ นำมาจากบล็อคของ BrownAsaBerry.Tumblr.com **
ความเดิมจากตอนที่แล้ว (อ่านย้อนกันได้ “เปิดตู้เสื้อผ้าคุณย่าคุณยาย ตอนที่ 1″)
แฟชั่น วินเทจ ถูกแบ่งออกตามยุคสมัยต่างๆที่เปลี่ยนไป ส่วนใหญ่ที่พูดถึงคือตั้งแต่ปี 1920-1960 ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงแฟชั่นไปทุกๆสิบปี ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าแฟชั่นถูกเปลี่ยนไปตามสังคม สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงต่างๆของโลก ซึ่งในช่วงเวลาที่ถูกนำมาเป็นแฟชั่นนั้น ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่โลกมีเหตุการณ์ใหญ่ๆของโลกเกิดขึ้นมากมาย และแน่นอนว่าอิทธิพลใหญ่ๆก็จะมาจากโลกฝั่งตะวันตกซะมาก
ย้อนกลับไปดูกันว่า แฟชั่น Vintage ยุคปี 1920s น่าจะเรียกว่าได้ว่าเป็นยุคคุณทวด มันหน้าตาเป็นยังไง? เกิดขึ้นได้ยังไง? อะไรที่เป็นจุดเด่นของยุคสมัยนั้นกันบ้าง
1920s เป็นยุคแห่งความยิ่งใหญ่ของชาติตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกา ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจอเมริกาดีที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จนถูกเรียกชื่อยุคนั้นว่าเป็นยุค Roaring Twenties ยุคแห่งการเจริญเติบโตขนานใหญ่ ส่งผลไปถึงเมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่่ใช่เฉพาะอเมริกา แต่เชื่อมต่อกันไปถึง ปารีส , ลอนดอน.. อุตสาหกรรมทั้งรถยนต์ , ดนตรี Jazz , ศิลปะ , หนัง และ แฟชั่น.. ทุกอย่างล้วนมโหฬารไปซะหมด.
ในมุมของแฟชั่นนั้น สิ่งที่มีผลกระทบต่อคนในยุคนั้น คงจะเป็นเหล่าดาราทั้งหลาย ทั้งวงการกีฬา ทั้งวงการหนัง คนเหล่านี้ถูกจับจ้องจากสื่อมวลชนและคนทั่วๆไปจนกลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลหลักของกระแส.
วงการหนังในช่วงยุคต้น 1920s ในเวลานั้นยังเป็นหนังขาวดำ และเป็นหนังเงียบ ถ้าใครมีโอกาสได้ดูหนัง The Artist หนังที่กวาดรางวัลใหญ่ๆมากมาย รวมทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ประจำปี 2011 เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ก็จะเห็นวัฒนธรรมของวงการหนังและดาราในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี การปฏิวัติในวงการหนังในยุคนี้ก็ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดเช่นกัน ในช่วงเกือบๆจะปลายยุค หนังก็ก้าวเข้าสู่ยุคหนังที่มีเสียงเรื่องแรก The Jazz Singer.
1920s คือช่วงเวลาที่พิเศษมากของแฟชั่นยุคใหม่ เพราะคือช่วงเวลาที่หนุ่มสาวยุคนั้น พากันฉีกกรอบเดิมๆของการสวมใส่เสื้อผ้า เมื่อกรอบเดิมๆถูกใช้วนไปวนมาถึงจุดหนึ่ง เป็นธรรมชาติของคนที่จะต้องหาวิธีเดินออกจากกรอบเดิมๆนั้นให้ได้ ในยุคสิบปี ตั้งแต่ปี 1920-1930 คือช่วงเวลาที่ต้องเรียกว่า Modern Era แห่งวงการแฟชั่น เป็นช่วงเวลาที่หนุ่มสาวเบื่อที่จะใส่เสื้อผ้าที่เป็นทางการซ้ำๆตลอดเวลา เลยพยายามหาเสื้อผ้าที่ใส่สบายขึ้น ผู้หญิงก็เริ่มหันมาใส่กางเกงแบบผู้ชายบ้าง ผู้ชายก็หันไปใส่เสื้อผ้าที่สำหรับเล่นกีฬา ซึ่งหลายๆอย่างกลายเป็นพื้นฐานการแต่งตัวที่คงมาถึงปัจจุบัน.
แฟชั่นในยุค 1920s นั้น ถูกแสดงออกอย่างชัดเจนจากการลุกขึ้นมาแสดงบทบาทที่ไม่เป็นรองผู้ชาย ของเหล่าสาวๆ การลุกขึ้นมาเป็นผู้หญิงที่ทำงานเก่ง แบบ Working Women การลุกขึ้นมามีสิทธิมีเสียงทางการเมือง (เป็นปีแรกที่ผู้หญิงมีสิทธิในการเลือกตั้ง) โดยเริ่มก่อตัวตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ผู้หญิงมีบทบาทในการทำงานต่างๆในโรงงานอุตสาหกรรมการผลิต.
มุมของแฟชั่นโดยเฉพาะเด็กสาววัยรุ่น ในยุคนั้นเป็นยุคสมัยที่อเมริกามีบทบาทต่อโลก เป็นยุคสมัยที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูสุดๆ ซึ่งเป็นผลจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนที่จะล่มสลายในปลายยุค ทำให้คนหันมาใช้ชีวิตฟู่ฟ่า คนเริ่มมีความสนใจในงานศิลปะมากขึ้น , ชอบเข้าสังคมมากขึ้น , เป็นยุคที่ดนตรี Jazz ถือกำเนิด และมันก็กลายเป็นดนตรี Pop ของยุคสมัยนั้น การลุกขึ้นมาปฏิวัติของสาวๆในยุคนั้น ถูกแสดงออกมาตั้งแต่การแต่งตัว เช่นหาอะไรที่ใส่สบายขึ้น อย่างการใส่กระโปรง , ตัดผมบ็อบ เพื่อให้เข้ากับหมวกทรง Cloche Hat ที่กำลังฮิตอยู่ในสมัยนั้น , ฟังเพลง Jazz , ไป Jazz Club , ขับรถเก๋ๆ ในยุคที่มีแต่ผู้ชายขับ , ทำตัวอิสระเหมือนอย่างที่ผู้ชายทำ ผู้หญิงก็ทำได้ เราเรียกเทรนนี้ว่า Flapper ซึ่งมาจากคำว่า Flapping ที่แปลว่าลักษณะของการหัดบินของลูกนก.
✿ คำว่า Flapper โด่งดังมาจากหนังในปี 1920 ที่ชื่อว่า The Flapper นำแสดงโดย Oliver Thomas ถือได้ว่าเธอคือ Original Flapper เลยก็ว่าได้ แต่จะว่าไป จริงๆแล้วบุคคลที่มาตอกย้ำภาพของ Flapper ได้ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น Coco Chanel ซึ่งคือผู้ที่นำเอาแฟชั่นฝรั่งเศสเข้ามามีบทบาทสร้างเทรน Flapper ให้เกิดขึ้น ด้วยการสร้างบุคคลิกของสาวที่มีความเป็นเด็ก ทะมัดทะแมงแบบผู้ชาย ผมสั้น ทำให้หน้าอกแบน ใส่กางเกงขายาว หรือ กระโปรงที่สั้นขึ้นมาเหนือเข่า ใส่ชุดที่พอดีตัวมากขึ้น.

Coco Chanel . http://www.iflair.biz/sasareport
มีหลายๆอย่างที่ Coco Chanel ปฏิวัติวงการแฟชั่นในยุค 1920s ทั้งการนำผ้าที่ใช้ทำชุดชั้นในผู้ชายมาทำเสื้อผ้าผู้หญิง , การทำน้ำหอมอมตะตลอดกาลอย่าง No.5 หรือการที่เปลี่ยนชุดไฮโซดั้งเดิมที่ฟูๆเยอะแยะๆ ตามสมัย Victorian กลายเป็นโทนสีดำ เรียบๆ จนกลายเป็น Signature ของเธอ.
นอกจากนี้ ความล้ำหน้าในยุคนั้นยังมาถึงอุตสาหกรรมผ้าด้วย ช่วงเวลานั้นผ้าที่เป็นใยธรรมชาติอย่าง Cotton , Wool ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะ Silk (ผ้าไหม) กลายเป็นผ้าที่มีความต้องการอย่างมหาศาลในตลาด แต่กำลังผลิตของตลาดมีจำกัด ทำให้ Silk กลายเป็นผ้าที่มีราคาสูง จนกระทั่งมีการผลิตผ้า Rayon ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นผ้าที่่เกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างเนื้อไม้กับสารเคมี มีลักษณะเงามันคล้ายกับ Silk จึงถูกนำมาใช้แทนในราคาที่ถูกกว่า.
ลองมาดูแฟชั่นเด็กๆในยุค 1920s กันบ้างดีกว่า ในยุค 1920s เองนอกจากเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับวงการแฟชั่นผู้ใหญ่แล้ว ก็ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับของวงการแฟชั่นเด็กอีกด้วย ผลกระทบจากยุค Roaring Twenties ส่งผลมาถึงการแต่งตัวของเด็กไม่ต่างจากผู้ใหญ่เลย จุดสำคัญก็คือ การใส่ที่สบายขึ้นทั้งสไตล์และเนื้อผ้าที่ใช้ เช่นเดิมที เด็กๆมักจะใส่เสื้อผ้าหลายๆชั้น ก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นชั้นเดียวถัดจากชุดชั้นในเลย เป็นต้น. ผ้าฝ้าย Muslin , ผ้า Silk , ผ้ากำมะหยี่ ซึ่งเคยใช้สำหรับเด็กที่บ้านมีฐานะดี ใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ ก็กลายเป็นถูกแทนที่ด้วยผ้าฝ้าย Cotton และ Wool ทำเป็นเสื้อถัก,กระโปรง,กางเกง
หรืออย่างชุดกระโปรง หรือ เดรส ก็ดูบางเบาขึ้น สั้นขึ้น และทำจากผ้าฝ้าย Cotton แถมผ้าพวกนี้ยังเหนียวแน่นพอจะรับการเล่นซนของพวกเด็กๆ เวลาวิ่งหรือซนจนหกล้มอีกด้วย. นอกจากนี้ เด็กผู้หญิงก็มักตัดผมให้สั้นมากๆ เหมือนที่ผู้หญิงสาวๆสมัยนั้นนิยมทำผมบ็อบนั่นแหล่ะ แถมด้วยการตกแต่งด้วยการผูกโบว์ซะหน่อย
สรุปรวมๆก็คือ แนวความคิดของคนยุคสมัย 1920s เป็นยุคที่คนหลีกหนีจาก Victorian Style ที่ดูโอ่อ่า ทางการ แม้แต่เด็กยังต้องทาปาก ใส่ส้นสูง ดังนั้นทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็กในยุคนี้ จึงหันมาสู่การทำตัวให้เด็กลง ร่าเริง สนุกสนาน เรียบง่ายขึ้น ผู้หญิงมีความทะมัดทะแมงไม่ต่างจากผู้ชาย
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่าน :)
เสื้อผ้าเด็ก Brown as a berry ✿ Kids Clothes
เปิดตู้เสื้อผ้า คุณย่าคุณยาย ตอนที่ 1
** บทความนี้ นำมาจากบล็อคของ BrownAsaBerry.Tumblr.com **

เสื้อผ้าเด็ก แฟชั่นเด็ก Brown as a berry Kids Clothes
สำหรับโลกของเด็กสาวแล้ว การได้เปิดตู้เสื้อผ้าของคุณแม่ การได้หยิบเครื่องสำอางของคุณแม่มาเล่น ถือว่าเป็นความตื่นตาตื่นใจอย่างนึง จริงๆแล้วความชอบในแฟชั่น ติดมากับเด็กผู้หญิงทุกคน ยิ่งคุณแม่คนไหนมีเสื้อผ้าเก๋ๆมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความชอบความสนใจในแฟชั่น ให้กับหนูน้อยมากขึ้นเท่านั้น
ลองย้อนกลับมาดูสมัยพวกเราเด็กๆยุคเราๆ คุณแม่สมัยนั้นแต่งตัวกิ๊บเก๋มันจัง ว่ามั๊ยคะ? นั่นก็เป็นเพราะเสน่ห์ของแฟชั่นยุค 50s-60s นั่นเอง ในช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นช่วงปลายของยุคที่เรามักเรียกว่า Vintage
ยุค Vintage ถูกกำหนดอย่างคร่าวๆว่าคือช่วงเวลาตังแต่ปี 1920 – 1960 ซึ่งในแต่ละช่วงเวลาก็มีบุคคลิกของแฟชั่นที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ความเป็นไปของโลกในยุคนั้น เช่น ยุคต้น 20s มีความหรูหรา ฟู่ฟ่า ยุค 50s ที่มีความเรียบง่าย ชีวิตน่าอยู่แบบแม่บ้านอเมริกัน หรือยุค 60s ที่มีความขบถของสังคม เป็นต้น
ความนิยมในตัวแฟชั่น Vintage นั้น เริ่มต้นในช่วงยุคปี 90s เป็นเพราะช่วงเวลานั้น ผู้หญิงหัวสมัยใหม่ แฟชั่นจัดๆมีความเบื่อในแฟชั่นเดิมๆจนไม่สามารถหาทางออกของแฟชั่นดีๆได้ ก็เลยหันไปลองเปิดตู้เสื้อผ้าคุณย่าคุณยาย มองหาแฟชั่นย้อนยุคที่น่าสนใจมาใส่กัน แน่นอนว่่าด้วยความลงตัวของการออกแบบที่มีพัฒนาการของยุคสมัย เช่น ยุค 20s ที่ Coco Chanel หันมาเอาเสื้อผ้าของผู้ชายมาทำเป็นเสื้อผ้าผู้หญิง ในยุคที่ผู้หญิงไม่เคยใส่กางเกงแบบผู้ชายมาก่อน จนเกิดเป็นเอกลักษณ์และนวัตกรรมแฟชั่นของยุคนั้น สิ่งต่างๆเหล่านี้กลายเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้หญิงหัวสมัยใหม่ในยุค 90s หันมาขุดคุ้ยหาเสื้อผ้าเก่าๆมาใส่กัน ทาปาก ทำผมกันในแบบ Vintage ทุกอย่าง
Vintage Clothing ในยุคนั้น มีความหมายถึงเสื้อผ้าที่ถูกผลิตในยุคสมัยเดิมของมันจริงๆ ถ้าชอบเสื้อผ้าสไตล์ Luxury แบบยุค 20s ก็ต้องไปตามหาโรงงานที่เคยผลิตดั้งเดิมกันเลยทีเดียว กลายเป็นเกิดร้านเสื้อผ้ามือสอง หรือ มือหนึ่ง ขึ้นมา สุดท้ายเมื่อความต้องการมีมากขึ้นๆ ก็เกิดเป็นการผลิตขึ้นมาใหม่เลย และจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งจุดที่สำคัญของเสื้อผ้า Vintage คือ การที่เสื้อผ้า Vintage การเป็นแฟชั่นสุดฮิตของดารา Hollywood อย่างเช่น จูเลีย โรเบิร์ต , เคท มอส หรือที่เห็นชัดจนเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวไปเลยอย่าง เรเน่ ซิลวีเกอร์ เป็นต้น

credit : http://vintageclothing.about.com

credit : http://vintageclothing.about.com

credit : http://blog.chloechic.com
แหล่งที่ถือว่าเป็นจุดแพร่แฟชั่น วินเทจ ที่สำคัญของโลกแหล่งนึงคือ London ถ้าใครได้แวะเวียนไปในแถบ Chelsea หรือ East Sussex ก็จะเห็นร้านและงานแสดงแฟชั่นต่างๆที่เป็นสไตล์ วินเทจ มากมายเลย ( ลองแวะเข้าไปดูเวบไซด์
http://www.frockmevintagefashion.com/
เป็นเวบของงานแสดงชื่อดังของแฟชั่น Vintage ตั้งแต่ปีื 2004 ที่ชื่อว่า Frock Me! )

credit : http://www.barcelonavintage.com
เรียบเรียงข้อมูลจาก
เสื้อผ้าเด็ก Brown as a berry ✿ Kids Clothes
อพยพกันเถอะเรา
* update 28 Oct เวลา 16:25
หลังจากโดนน้ำท่วมไปเป็นเวลา 1 อาทิตย์เต็มๆ จนต้องอพยพย้ายมาอยู่สระแก้วกับเพื่อนๆอีกหลายคน ทั้งแก๊งค์ก็เริ่มรวบรวมและส่งสารไปบอกเพื่อนๆพี่ๆน้องๆคนอื่นๆให้เตรียมพร้อมรับน้ำท่วมที่กรุงเทพด้วยการ ”อุดน้ำ-เก็บของ-ล็อคบ้าน” จากนั้นควรออกจากกรุงเทพไปต่างจังหวัดที่ปลอดภัย บอกเลยว่า.. ตุนเสบียงไปนั้นไม่คุ้ม
เพราะจากประสบการณ์ก่อนน้ำท่วม เราตุนเสบียงไว้ด้วยมาม่าเป็นลัง ไส้กรอกอีกเป็นตับ โค้กอีกหลายโหล ปรากฏว่า..น้ำเอาไปแด๊กหมด
อยากจะเตือนสั้นๆว่า น้ำมาเร็ว , น้ำมันเน่าทั้งอึ ทั้งฉี่คนจากนครสวรรค์ยันกรุงเทพ , ส้วมในบ้านเราใช้ไม่ได้ , เสี่ยงไฟดูด … ทั้งหมดนี้ ไม่เกี่ยวกับว่าน้ำท่วมมากท่วมน้อยเลยครับ จะ 20 ซม. จะ 2 เมตร ก็ปัญหาคล้ายๆกัน
ที่สำคัญคือ บุคคลที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ จะลำบากมาก เช่น คนแก่ , เด็ก , สัตว์เลี้ยง ฯลฯ ถ้าเราคิดว่าเราตัวคนเดียว อยู่ได้กับสภาวะทั้งหมดที่ว่าไปแล้วข้างบน.. ก็อยู่ไปครับ แต่เห็นใจคนอื่นๆด้วย
( อ่านละเอียดๆเรื่อง ความเชื่อผิดๆ ในภาวะน้ำท่วม ของ @worawisut ได้ )
มีเพื่อนหลายๆคนบ่นถึงปัญหาต่างๆที่ตามมาว่า การอพยพไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุผลมากมาย
อันดับ 1 คือ พ่อแม่ ไม่ยอมออกจากบ้าน
- ประเด็นนี้สำคัญที่สุด ที่แก๊งค์สระแก้ว พวกเรารับโทรฯกันตลอดสัปดาห์เรื่องนี้ เราต้องช่วยพ่อแม่ออกมาให้ได้ก่อน บางคนดื้อมาก ลูกหลานควรหลอกล่อ แทนการกล่อม เช่น ช่วยนั่งรถไปเป็นเพื่อนขนของหน่อย หรือ บางคนถึงกับแกล้งป่วยกันเลยทีเดียว ( ได้ผลจริง ) ทั้งหมดนี่ก็แล้วแต่ฝีมือของแต่ละคน
อันดับ 2 คือ ที่ทำงานไม่ยอมให้หยุด หรือ หยุดแล้วจะเอาอะไรแดก
- ประเด็นนี้ เป็นประเด็นต่อมาเมื่อช่วยพ่อแม่ได้แล้ว ตัวเองจะทำอย่างไร? ในเมื่อที่ทำงานแม่งไม่ยอมหยุด ขนาดรัฐบาลประกาศหยุด แม่งก็ไม่หยุด… อันนี้แล้วแต่ความห้าวหาญของแต่ละคนครับ เราพูดอย่างนี้ก็แล้วกัน ในขณะที่เราเดือดร้อน แต่บริษัทยังไม่เห็นว่าเรื่องครอบครัวของเราเป็นเรื่องเดือดร้อน.. คิดระยะไกลๆดูว่า แล้วในอนาคตเราทำงานที่นี่ต่อไป เกิดเราล้มป่วยเป็นอะไรไป คุณคิดว่าบริษัทนี้จะดูแลเราได้มั๊ย? .. เรื่องนี้เราเปรียบกับการมีแฟน ถ้ามีแฟนไม่ดูแลกูแบบนี้.. กูยอมอกหักหาใหม่ดีกว่า เช่นกันนะ งานน่ะ ถ้าเรายังไม่ตาย หาดีๆใหม่ได้ครับ
- แล้วจะเอาอะไรแดก? สั้นๆครับ.. ถ้าคุณเป็นอะไรไป ก็ไม่ต้องแดกแล้วครับ
อันดับ 3 คือ กูจะออกไปไหน? กูไม่มีตัง..
- ลองดูรายชื่อที่พักราคาถูกตั้งแต่คืนละ 300 หรือเหมาเดือนละ 3พันขึ้นไป
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E11250875/E11250875.html
http://news.welovepro.com/hotel-for-thailand-flood/
http://www.tourismthailand.org/flood-relief/
- พวกเราอยู่กันที่นี่
http://www.facebook.com/RiverResortandSpa
- สระแก้ว ยังเป็นจังหวัดที่ว่างอีกเยอะจ้า ลองดูที่ ศรีกิจ รีสอร์ท ราคาคืนละ 800 บาท ต่อรองได้ บอกว่า หนีน้ำท่วมมา เบอร์ 037-220-766-7
- ** อัพเดท เพื่อนฝากมา พัทยากลาง 700/คืน 081-6875522 (บอกว่าหนีน้ำท่วมมานะ/หนิง)
- เน้นโซนกาญจนบุรี , ราชบุรี , สมุทรสงคราม , เพชรบุรี
http://www.pantip.com/cafe/news/topic/NE11249861/NE11249861.html
- ลุงยอด แก่งกระจาน 1ห้องนอน1ห้องน้ำ แอร์ เดือนละ4500บาท 081-858-2458
- รายชื่อรีสอร์ทที่อนุญาติให้น้องหมาพักได้ ทั่วไทย
- ถ้าไม่มีตังจริงๆ จนโคตรๆ … ศูนย์อพยพ สำหรับอยู่ฟรีก็มีนะ
http://www.pantip.com/cafe/news/topic/NE11249163/NE11249163.html
** ก่อนเดินทาง เช็คเส้นทางออกจากกรุงเทพดีๆด้วยครับ มีหลายเส้นใช้ไม่ได้
โทรถาม 1586 หรือ ตำรวจทางหลวง 1193
- ดูกล้อง CCTV การจรารจในกรุงเทพ
- ข้อมูลเส้นทางเกี่ยวกับน้ำท่วมของกรมทางหลวง
http://maintenance.doh.go.th/flood54.html
** น้อง @mayki_ka แนะนำไปโคราชใช้ motorway ออกปราจีน นครนายกเข้าสระบุรี มามิตรภาพ อ้อมมากแต่จะดีกว่าทางกบินทร์ #Thaiflood
** 11:55 28 OCt : เส้นทางออกฝั่งตะวันตก , ใต้ ทางสะพานซังฮี้และสะพานปิ่นเกล้าใช้ไม่ได้แล้ว ให้วิ่งไปออกสะพานพระราม 8 ขึ้นทางด่วนไปลงตลิ่งชัน วิ่งซ้ายออกเพชรเกษม ไปออกสมุครสาคร ( ใครจะไปขึ้นรถที่สายใต้ใหม่ ยังไปได้ หลังจากนั้นท่วมหมด )
เอาล่ะ… บอกไปหมดแล้วครับ ขอบอกว่าการออกไปต่างจังหวัดช่วงนี้ เป็นการพักผ่อน ผ่อนคลายชีวิต แพลนกันดีๆเนี่ย การใช้ชีวิตในต่างจังหวัด ใช้เงินน้อยกว่าอยู่ในเมืองซะอีก เรามาอยู่สระแก้ว 1 อาทิตย์ ใช้เงินกินข้าวทุกมื้อรวมกันไม่เกิน 2 ร้อยบาทต่อวัน อย่างอร่อย.. รถก็ไม่ติดให้เครียด ให้ปวดหัว
คิดถึงชีวิตเราและคนที่คุณรักเยอะๆครับ ของนอกกาย ไม่ตายหาใหม่ได้ มันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง เท่านั้นแหล่ะที่จะบอก..
หนทางสู่การเป็นเซียน Uke แบบเซียนพระ ตอนที่ 1
*คำเตือน บล็อคตอนนี้ไม่เหมาะกับบุคคลทั่วไปที่ไม่ชอบ Ukulele เพราะอาจเบื่อได้
ในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมานี้ นอกจากงานที่หนักหน่วง เครียด กดดันแล้ว ก็ยากจะหาเวลาที่จะมีความสุขแบบนิ่งๆไม่ได้เลย ความสุขแบบนิ่งๆสำหรับเรา ให้นึกถึงสมัยเด็กๆที่นอกจากเวลาเรียนหนังสือ หลายๆคนก็จะมีงานอดิเรกนิ่งๆ เช่น อ่านการ์ตูน ต่อโมเดล สะสมสติกเกอร์ อะไรเทือกๆนั้น งานอดิเรกพวกนี้มักทำให้เราอยู่นิ่งๆ และมีความสุขได้แบบหัวใจพองโต.
ในวัยที่อายุมากขึ้นๆก็เหมือนกัน เราก็ควรจะหาความสุขแบบนิ่งๆเหมือนสมัยเด็กๆให้หัวใจมันพองโตกันหน่อย หนีความวุ่นวายจากงาน ที่หนักๆ เครียดๆได้ แล้วเราก็เลยได้พบว่า นอกจากการเล่น Ukulele มันจะสนุกแล้ว การที่เราศึกษาข้อมูล Ukulele เก่าๆแล้วเฝ้าดูของตาม eBay มันเป็นความสุขแบบนิ่งๆเหมือนสมัยเด็กๆเลยทีเดียว เพราะอะไร…? ก็เพราะว่า Ukulele เก่าๆ มันเหมือนงานศิลปะ ที่มีปริศนาให้ค้นหา ให้เดา ว่าไอ้ตัวนี้มันผลิตเมื่อปีไหน? ใช้วัสดุอะไร? คนขายมันหลอกหรือเปล่า? ซึ่งจากความสนุกที่ว่ามานี้ มันทำให้เราเข้าใจความสุขของเซียนพระได้ ว่าอ่อ.. ไอ้ที่ต้องซื้อหนังสือพระ ต้องนั่งส่องดูเนื้อพระกันทั้งวันทั้งคืนนี่มันเป็นยังไง? การที่เรารู้ได้ว่า องค์นี้ผลิตด้วยเนื้ออะไร? ปีไหน? ของเก๊มั๊ย? มันเป็นความภูมิใจแบบนี้นี่เอง…
นั่นคือที่มาของความคิดเรื่อง การหาหนทางสู่การเป็นเซียนอู๊ค แบบเซียนพระ ในวันนี้ มันคงสนุกดี ถ้าเราสามารถดูรุ่น Uke เก่าๆที่ฝรั่งก็มั่วๆเอามาขาย เขียนโฆษณาเกินจริง ปั่นราคา ได้ เสมือนกับเซียนพระตามท่าพระจันทร์ เราก็เลยค่อยๆอ่าน ค่อยๆเก็บความรู้ไปเรื่อยๆ ลองถอยมาดูสักตัวสองตัว ตอนนี้ก็พอจะมีความรู้ขึ้นมาบ้างแล้ว เลยอยากเอามาแชร์กับใครก็ได้ที่รัก Ukulele ทั้งใหม่ ทั้งเก่า ใครอ่านไม่รู้เรื่องเชิญข้ามได้เลยนะครับ เพราะอาจจะลงลึกกว่าทุกบล็อคที่เขียนมา
วันนี้จะลองเขียนตอนแรกดู โดยที่จะเริ่มจาก Ukulele ยี่ห้อ Martin ก่อนเลย ถ้าเปรียบๆดูกับวงการพระ Martin ก็คงเป็นสมเด็จวัดระฆังก็ว่าได้ มันเป็น Uke ที่ฮิตมากในอเมริกาตั้งแต่ปลายยุค 10 ก็เกือบๆร้อยปีมาแล้ว และราคาในตลาดก็อยู่ในระดับท็อปๆอยู่ มีตั้งแต่ราคาหมื่นต้นๆ ไล่ไปถึงเป็นหลายๆแสน ขึ้นอยู่กับสภาพ , รุ่น , ปี เป็น 3 ข้อที่ทำให้ราคาแตกต่างกัน และฝรั่งมั่วๆก็มักจะใช้เรื่องพวกนี้หลอกขายเราได้ เพราะมันไม่มีวันที่ระบุไว้ที่ตัวหรอกว่าถูกผลิตปีไหน? ต้องดูจากรายละเอียดเล็กๆน้อยบนตัว Uke แล้วคาดเดาเอาเอง ซึ่งแต่ละสำนักก็ยังบอกไม่ตรงกันอีกต่างหาก เห็นมั๊ย..ว่านี่มันส่องพระชัดๆ
Martin Ukulele ถูกผลิตโดยบริษัท the Martin Guitar Company of Nazareth, Pennsylvania ซึ่งผลิตกีตาร์มาก่อนตั้งแต่ปี 1833 โน่น.. นักเล่นกีตาร์ต้องรู้จักยี่ห้อนี้ดีอยู่แล้ว ถือเป็นกีตาร์ระดับไฮเอนด์เลยทีเดียว แต่ Martin หันมาสนใจการผลิต Ukulele จริงๆในช่วงต้นๆยุค 1900 ซึ่งพัฒนาจากการทำกีตาร์ เป็นเหตุผลว่า Ukuele ของ Martin จึงมีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์มาก เพราะมันคล้ายกีตาร์ จน Ukuele ยุคหลังๆจะเรียกทรงนี้ว่าทรง Martin ( Ukulele ในยุคแรกๆมาจากฮาวาย มีรูปทรงคอดๆ และใช้ไม้ Koa สีและทรงจึงเป็นเอกลักษณ์ฮาวายมากๆ )
Ukulele ของ Martin เริ่มต้นใช้ไม้มะฮอกกานีในการผลิต ทำให้ได้เสียงที่แตกต่างจาก Ukulele จากฮาวาย และมีเอกลักษณ์ ( แต่ Martin ก็ผลิต Ukulele ด้วยไม้ Koa จากฮาวายด้วยเช่นกัน ) Martin เริ่มผลิต Ukulele ขายจริงๆในปี 1916 โดย Frank Henry Martin เป็นหลานชายของ C.F. Martin ผู้ก่อตั้ง. เริ่มผลิตกันในปี 1915 แค่ 12 ตัวเท่านั้น ( อยากเห็นมากว่าเป็นยังไง ) ส่วนในปี 1916 ที่มีการขายจริงๆ Martin สามารถขายไปได้ 1,371 ตัว และยอดขายก็สูงขึ้นๆ โดยช่วงปี 1926 เป็นช่วงที่ Martin ขาย Ukuele ได้มากที่สุด ราว 14,000 ตัวทีเดียว แล้วกลับไปตกต่ำในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ขายได้ไม่ถึงพันตัวต่อปี จนกระทั่งยุค 50 Ukulele ก็กลับมาฮิตอีกครั้งด้วยการนักจัดรายการที่ชื่อ Arthur Godfey ที่นำเอา Ukuele มาเล่นในรายการทีวีจนเป็นที่โด่งดัง ( อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมย้อนหลังได้จากบล็อค Ukulele ที่รัก.. ยิ่งเก่ายิ่งน่ารัก ) ส่งผลให้ Martin กลับมาขาย Ukulele ได้ดีอีกครั้ง ก่อนจะซบเซาจนต้องเลิกผลิตไปเลยในปลายยุค 70s.
เอาล่ะ.. เราเกริ่นข้อมูลเบื้องต้นของ Martin Ukulele กันพอสมควรแล้ว ทีนี้จะเริ่มลงลึกในรายละเอียดการส่อง Uke กันดีกว่า เริ่มจากรุ่นต่างๆของ Martin ก่อน. Martin มี Uke ทั้งหมดคือ รุ่นที่เป็นขนาด Soprano ทำจากไม้มะฮอกกานี เป็นรุ่นพื้นฐาน คือ Style 0 , Style 1 , Style 2 และถ้าเป็นระดับรุ่นมือโปร จะมี 2 รุ่นคือ Style 3 และ Style 5 ( ไม่มีใครรู้ว่า ทำไมไม่ทำรุ่น 4 ? ) ต่อมาคือ รุ่นที่ทำจากไม้ Koa คือ Style 1k , 2k , 3k และ 5k ( 5k คือสุดท้ายราคาโหดมาก ) นอกจากนี้ยังมีขนาดพิเศษคือ คือ ขนาด Concert เรียกว่ารุ่น Style 1c , ขนาด Tenor เรียกว่ารุ่น Style 1T และขนาด Baritone เรียกว่า Baritone. แค่ไล่รุ่นก็อ้วกแล้วนะครับ… จะบอกว่าจริงๆมีมากกว่านี้อีก แต่ไม่ขอพูดดีกว่า มันจะยิ่งงงหนัก เอาเป็นว่าในตลาดจะส่องๆกันประมาณนี้แหล่ะ แค่นี้ก็ดูกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว
ทีนี้เราเริ่มมาดูความแตกต่างของรุ่นกันบ้าง เอาแบบง่ายๆก่อน การจะดูว่าอะไรคือ Style 0 , 1 , 2 , 3 , 5 พื้นฐานคือดูจากตัว Body หรือตัว Ukulele เอง ดูจากการตกแต่งเป็นหลัก
Style 0
อันนี้ง่ายมาก เป็นรุ่นที่พื้นๆที่สุด จึงไม่มีการตกแต่งอะไรเลยที่ตัว Body มีก็แต่ลายวงแหวนเส้นเล็กๆรอบๆ Soundhole ( รูเสียงตรงกลางตัวนั่นล่ะ ) 1 เส้นเท่านั้น และทำสีไม้เป็นสีธรรมชาติ รุ่นนี้เป็นรุ่นถูกที่สุด มี Fret ( ช่องเสียง ) อยู่ 12 Fret และบน Fret มีลายจุดธรรมดา 3 จุดที่ Fret 5 , 7 , 9 เท่านั้น
มีข้อมูลไม่ตรงกันแต่ละสำนักว่า Style 0 สร้างกันปีไหน? บางเจ้าว่ามีตั้งแต่ปี 1916 บางเจ้าว่ามีตั้งแต่ปี 1922 แต่เราเชื่อว่ามันสร้างปี 1922 มากกว่า เพราะเป็นยุคเศรษฐกิจล่มของอเมริกา การออกสินค้าราคาถูกน่าจะเป็นการผลิตในช่วงหลังมากกว่า.
ราคาตั้งต้นในแคตตาลอคสมัยแรก ตั้งราคาไว้ที่ $10 ปัจจุบันราคากลางในตลาด มีตั้งแต่หมื่นกว่า – 4หมื่น ขึ้นอยู่กับสภาพและปีที่ผลิต ถือเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของ Martin
Style 1
รุ่นนี้แทบไม่มีความแตกต่างจาก Style 0 เลย มีเพียง Binding ( ขอบรอบตัว Body ) เพิ่มเข้ามาเท่านั้น ซึ่งตั้งแต่เริ่มผลิตในปี 1916 – 1937 จะใช้ไม้ Rosewood ทำ แต่หลังจากนั้นเปลี่ยนมาใช้พลาสติกแทน และ การทำสีไม้โทนมืด
อีกจุดที่พอจะดูได้คือ จุดที่ Fret 7 เดิมของ Style 0 จะมีแค่จุดเดียว แต่ Style 1 จะมีถึง 2 จุดใน Fretที่ 7
Style 1 เป็นหลักฐานที่เชื่อได้ว่าเป็นรุ่นพื้นฐานรุ่นแรกจริงๆของ Martin ที่ผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1916 ก่อนจะมี Style 0 เพราะราคาเริ่มต้นของ Style 1 ในปี 1916 คือ $10 เหมือนกับ Style 0 และเปลี่ยนไปเป็น $12.50 ในยุค 20s โดยมี Style 0 มาแทนราคา $10
นอกจากนี้ Style 1 ยังมีการผลิตด้วยไม้ Koa ด้วย ในปี 1920 โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Style 1k ราคา $14
ปัจจุบันราคากลางในตลาดของนักเล่น อยู่ราวๆ 2 หมื่นกว่าบาทขึ้นไป อาจพุ่งไปถึง 5 หมื่นได้ในรุ่น Style 1k
Style 2
จุดที่เห็นชัดที่สุดของ Style 2 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายของรุ่นพื้นฐานคือ Blinding รอบๆ Body จะเป็นแถบที่ประกอบด้วยเส้น 3 เส้น (สีดำ-สีขาว-สีดำ) และล้อมขอบนอกด้วยพลาสติกสีงาช้างโดยรอบ
Style 2 มีรุ่นที่เป็นไม้ Koa ด้วยเช่นกัน โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Style 2k ราคาเดิมที่ตั้งไว้ในสมัยแรกขายคือ $15 และ $17.50 สำหรับรุ่น Style 2k
ปัจจุบันราคากลางในตลาดอยู่ราวๆ 3 หมื่นขึ้นไป อาจพุ่งไปถึง 6 หมื่นในรุ่น Style 2k ( รุ่น Style 2k ถือเป็นของหายาก เพราะผลิตในระยะสั้น มีอยู่ไม่มาก )
Style 3
Style 3 เป็นรุ่นแรกในระดับท็อปของ Martin เรียกว่าเริ่มมีการตกแต่งเยอะๆ ลายพร้อยเลยล่ะ ดูได้ง่ายมาก โดยเฉพาะ Binding กรอบนอกด้านหน้า ที่มีถึง 7 เส้นไล่ระดับเป็น Layer อีกต่างหาก วัสดุพลาสติกสีงาช้างสลับกับไม้เมเปิ้ล และยังมีอีก 3 เส้นด้านหลังอีก ยังไม่พอ… รอบๆ Soundhole ยังใช้วัสดุแบบเดียวกันนี้ 5 เส้นไล่ระดับล้อมรอบอีก วิจิตรมาก..
ความยาวของ Fret ก็มีมากขึ้น ในรุ่น Style 0 ถึง 2 จะมีแค่ 12 Fret ซึ่งเป็นมาตรฐานของ Uke ขนาด Soprano แต่ Style 3 มีให้ถึง 17 Fret ( ในสมัยนี้บางยี่ห้อเรียกว่า Long Neck )
ความวิจิตรของมันยังมีต่อบน Finger Board และ Fret แต่มันมีรายละเอียดปลีกย่อยในการผลิตแต่ละยุคอีก เอาเป็นว่า มันจะมีแถบผ่ากลาง Fingerboard ด้วย และในต้นๆยุคที่ผลิต ยังมีจุดบน Fret เป็นทรงเพชรด้วย
เช่นกัน Style 3 มีรุ่นที่ผลิตจาก Koa ด้วย ชื่อว่า Style 3k ราคาในสมัยนั้นอยู่ที่ $25 และ $27.50 ในรุ่น Style 3k
ราคากลางในตลาดปัจจุบัน อยู่ที่ราว 5 หมื่นปลายๆ ถึงเป็นแสนต้นๆเลยทีเดียว ( เพิ่งเห็นคนประมูลจบไปเมื่อวันก่อนใน eBay ในราคาแสนกว่า )
Style 5
นี่คือรุ่นท็อปที่สุดของ Martin เลย สุดยอดของนักสะสม Uke แล้วล่ะ ทั้งหายากและราคาโหดร้ายมาก Style 5 ตกแต่ง Binding ด้วยหอยมุกทั้งหน้าและหลัง ส่วน Soundhole จะใช้ หอยมุกล้อมลายไม้สีขาว-ดำที่สลับกันอยู่
Fret มีทั้งหมด 17 Fret แบบเดียวกับ Style 3 แต่ตกแต่งจุดบน Fret ด้วยลายตาแมว , ทรงเพชร , ทรงเกร็ดหิมะ ที่ทำจากมุก
Style 5 ก็เหมือนกับรุ่น Style 1 ถึง 3 ที่มีรุ่นที่ทำจากไม้ Koa เช่นกัน ซึ่ง Style 5 ออกมาในยุคหลัง จึงผลิตพร้อมกันทั้งไม้มะฮอกกานีและ Koa และเลิกผลิตไปพร้อมกันเช่นกัน โดยราคารุ่น Style 5k จะตั้งไว้ที่ $50 มีการผลิตอยู่ไม่เกินปี 1940 เท่านั้นเอง
ราคากลางในตลาดวันนี้ก็โหดมาก น่าจะมี 3 แสนขึ้นไป และหายากเอามากๆ ถือว่าเป็นสุดยอดสำหรับนักสะสมเลยทีเดียว
เมื่อเราได้ทำความรู้จักรุ่นต่างๆของ Martin แล้วนะครับ ขั้นกว่าจากนี้คือ การดูรายละเอียดของชิ้นส่วนต่างๆ ที่ผลิตไม่ตรงกันเลยในแต่ละยุค ด้วยความปวดหัวดังกล่าว.. ทำให้เราไปนั่งวาดชาร์ต Timeline เพื่อทำความเข้าใจการผลิต Martin Ukulele ในแต่ละช่วง ดีกว่าเขียนเล่าให้ฟังอย่างแน่นอน
ก่อนจะไปดูชาร์ต ขออธิบายส่วนประกอบในการดูสำคัญก่อน สิ่งที่เป็นตัวบ่งบอกยุคสมัยของ Martin Ukulele จะมี
1. รุ่น ซึ่งได้เล่าไปแล้ว
2. ลูกบิด หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Tuning Peg
3. โลโก้ Martin ที่บริเวณหัว Ukulele แถวๆลูกบิดนั่นแหล่ะ ฝรั่งเรียกว่า Headstock
4. ด้านใน Soundhole หรือ รูเสียง
เวลาเราจะตรวจดูตัว Martin Ukulele ก็ให้ดูไล่ไปในแต่ละข้อประกอบกันนะครับ เมื่อดูครบ 4 ข้อแล้ว จะเห็นเลยว่ามันถูกผลิตในช่วงปีไหนกันแน่? อาจจะไม่ตรง 100% แต่คาดเดาประมาณได้ไม่เกิน 5-10 ปีครับ
เอาล่ะ.. พอเข้าใจโดยสังเขปแล้ว ก็เชิญชมชาร์ตได้ตามอัธยาศัยครับ ขอบคุณที่อดทนติดตามชมถึงจุดนี้ ถ้ามีโอกาส จะเก็บข้อมูลมาเล่ายี่ห้ออื่นๆต่อไปครับ
เรียบเรียงข้อมูลจาก
- หนังสือ The Ukulele : A Visual History
- Brudda Bu’s Ukulele Heaven ( http://www.geocities.com/~ukulele/index.html )
- The Ukulele Hall of Fame Museum ( ukulele.org )
- Elderly.com
- Retrofret.com
- Unofficial Martin Guitar Forum ( theunofficialmartinguitarforum.yuku.com )


























